Categories
BLOG

3 อาหารญี่ปุ่นเลิศรสราคาแพงที่หาลิ้มลองกันไม่ได้ง่ายๆ!

ถ้าพูดถึงอาหารหายากที่มีรสชาติอร่อยแถมยังราคาแพงมากด้วยนั้น หลายคนก็คงนึกถึงเห็ดทรัฟเฟิล ไข่ปลาคาเวียร์ หรือไม่ก็ฟัวกราส์ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีอาหารที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและกรมประมงว่าเป็นอาหารที่การันตีความอร่อยและความหายากด้วยเช่นกัน จะมีอะไรบ้าง ไปหาคำตอบกันค่ะ

1. อูนิ (ウニ)

อูนิ หรือ ไข่หอยเม่น ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในสามของอร่อยที่หายากของญี่ปุ่น ไม่ใช่ไข่หอยเม่นดิบธรรมชาติ แต่เป็นหอยเม่นเกลือหรือชิโออุนิ ซึ่งรสชาติเค็มได้มาจากรสชาติของเกลือที่ใส่ลงไปที่อัณฑะหรือรังไข่ของหอยเม่น แหล่งผลิตหอยเม่นเกลือที่มีชื่อเสียงคือ เอจิเซ็นคุนิ จังหวัดฟุคุอิ รวมไปถึงที่ฮอกไกโดและซันริคุด้วย แต่ประเภทของหอยเม่น วิธีการแปรรูป รวมถึงรสชาติจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิต

2. คาระสุมิ (からすみ)


คาราสุมิ คือ รังไข่ของปลากระบอกที่ผ่านการหมักและนำมาตากแห้ง มีลักษณะแบนคล้ายกับแท่งหมึกของราชวงศ์ถังในประเทศจีน แหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงอยู่ที่ฮิเซ็นคุนิ จังหวัดนางาซากิ โดยชื่อที่เป็นที่รู้จักคือ นางาซากิโนโมะโนะคาราสุมิ โดยคำว่าโนโมะมาจากชื่อเมืองในจังหวัดนางาซากิที่เป็นแหล่งจับปลากระบอกนั่นเอง

3. โคโนะวาตะ (このわた)


โคโนะวาตะ คืออาหารที่ได้จากการนำเครื่องในของปลิงทะเลมาหมักเกลือ เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในพื้นที่อ่าวอิเสะและอ่าวสุรุกะ จังหวัดไอจิ ไม่เพียงแค่ที่นี่เท่านั้น จังหวัดอิชิกาวะก็ถือเป็นแหล่งผลิตโคโนะวาตะที่สำคัญเช่นกัน ที่มาของคำว่า โคโนะวาตะ มาจากคำว่า โค แปลว่าไข่ และ วาตะ มาจากคำว่า ฮาราวาตะ ที่แปลว่า เครื่องใน นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีอาหารหายากแสนอร่อยอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงดังนี้

อุรุกะ (うるか) เป็นเครื่องในของปลาอะยุ เช่น ไส้หรือตับ นำมาทำความสะอาดและดองประมาณ 3-4 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงยาวไปจนถึงฤดูหนาว บ้างก็ดองด้วยเหล้า ข้าว หรือไม่ก็เครื่องปรุงรสต่างๆ

 

คุจิโกะ (くちこ) เป็นรังไข่ของปลิงทะเลที่นำมาตากแห้ง โดยคุจิโกะ 1 ชิ้น ต้องใช้ปลิงทะเลถึง 30-50 ตัว มีขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ รูปร่างคล้ายกับปิ๊กของชามิเซ็น (กีต้าร์ญี่ปุ่น) เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องคุจิโกะคือเมืองอะนามิซุ จังหวัดอิชิคาวะ    UFABET เว็บตรง

อาหารญี่ปุ่นทั้งหมดที่กล่าวมาค่อนข้างจะมีรสชาติที่โดดเด่นอยู่สักหน่อย ดังนั้นเมื่อได้ลองแล้วถ้าไม่ชอบสุดๆ ก็เกลียดสุดๆ ไปเลย แต่สำหรับคนญี่ปุ่นที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วนี่คืออาหารแกล้มเหล้าที่ห้ามใจไม่ได้เลยจริงๆ ถ้ามีโอกาสก็อย่าลืมลองหาชิมกันดูนะคะ

Categories
BLOG

เค้กในร้านซูชิ!? ซูชิโร่ออกเมนูใหม่ต้อนรับวาเลนไทน์

ใครเคยไปญี่ปุ่นอาจจะคุ้นตากับร้านซูชิ “ซูชิโร่” (Sushiro – スシロー)  เพราะมีราคาประหยัด รสชาติคุ้มราคา มีสาขาทั่วญี่ปุ่นหาทานง่าย ทำให้เป็นร้านซูชิขวัญใจของทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ ถึงจะเป็นร้านซูชิแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ซูชินะคะ เพราะของหวานที่ร้านซูชิโร่นั้นขอบอกเลยว่าเด็ด! เมนูก็มีให้เลือกหลากหลายมากๆ ในบทความนี้จะมาแนะนำขนมตัวใหม่ต้อนรับเทศกาลแห่งความรักของซูชิโร่ค่ะ สายช็อกโกแลต สายหวาน ห้ามพลาดเลยนะคะ!

เค้กช็อกโกแลตหอมหวานละมุนลิ้น

 

เค้ก Kakao Mankitsu Nama Chocolat (カカオ満喫生ショコラケーキ) เป็นเค้กนามะช็อกโกแลตที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างซูชิโร่ และคุณมายูมิ โอกาตะ (Mayumi Ogata – 小方真弓) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องช็อกโกแลตและ CEO จาก “CACAO HUNTERS” (カカオハンター) ร้านช็อกโกแลตแบบ Tree-to-Bar ชื่อดังในญี่ปุ่น

 

นอกจากนี้ยังใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อดึงความอร่อยของส่วนผสมแต่ละตัวออกมาให้มากที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่คัดเลือกเมล็ดกันเลยทีเดียว ถึงจะขายซูชิเป็นหลัก แต่ของหวานพี่เค้าก็ไม่ได้ทำเล่นๆ นะจ๊ะ ขอบอก! คาคาว (cacao) ตัวเอกของเค้กเป็นการผสมกันระหว่าง “Tumaco” ที่มีรสชาติเข้มข้นกลิ่นหอมหวาน กับ “Arhuaco” ที่กลิ่นฟรุ้ตตี้หอมสดชื่น  สล็อตเว็บตรง

กรรมวิธีการทำก็พิถีพิถันสุดๆ โดยจะทำช็อกโกแลตออกมาทีละน้อยๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิและทำให้ส่วนผสมที่ลงตัว ทางซูชิโร่และ CACAO HUNTERS ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้งจนกว่าจะได้รสชาติที่พอใจทั้งสองฝ่าย และในที่สุดออกมาเป็นเค้กนามะช็อกโกแลตกลิ่นหอมหวานละมุนลิ้นให้ทุกคนได้ลิ้มลองกัน เมนูนี้ต้องทานที่ร้านเท่านั้นนะคะ เพราะต้องรักษาอุณหภูมิเพื่อรักษารสชาติ ราคาก็เป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์มากๆ เพียงแค่ 308 เยนเท่านั้น! ( ประมาณ 88 บาท)

 

 

เรียกได้ว่าจบคาวหวานในร้านเดียวเลยนะคะ ซูชิโร่มีทั้งเมนูยืนพื้น อย่าง ซูชิมากุโระ หรือซูชิแซลมอน และเมนูพิเศษที่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือเทศกาลพิเศษ สามารถดูเมนูได้ที่ AkindoSushiro ถ้าไปญี่ปุ่นแล้วไม่รู้จะทานอะไรดี ลองนึกถึงร้าน “ซูชิโร่” ดูนะคะ

Categories
BLOG

จากไร่กาแฟสู่โรงคั่ว…TYPICA สตาร์ทอัพผู้สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมคนในวงการกาแฟเข้าด้วยกัน

ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในหลายๆพื้นที่ โดยเฉพาะในประเทศแถบแอฟริกา มักประสบปัญหาเรื่องการรับซื้อเมล็ดกาแฟในราคาไม่เป็นธรรม การถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลางเนื่องจากขาดอำนาจการต่อรองกับผู้ซื้อหรือผู้จัดจำหน่าย จนอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการใช้แรงงานเด็กซึ่งมีค่าจ้างต่ำตามมาด้วย

ในด้านเจ้าของโรงคั่วกาแฟเอง หากเป็นโรงคั่วขนาดเล็กที่ซื้อในปริมาณทีละน้อยๆ ก็มักต้องถูกบังคับให้ซื้อเมล็ดกาแฟในราคาที่แพงกว่าปกติ

ในขณะเดียวกัน ไร่กาแฟขนาดเล็กที่เน้นคุณภาพแต่มีผลผลิตปริมาณน้อย อาจจำเป็นต้องเลิกกิจการเพราะไม่สามารถทำกำไรเพื่อเลี้ยงธุรกิจอยู่ได้ ไร่กาแฟหลายๆ แห่งก็เน้นการผลิตปริมาณมาก (mass production) แต่ขาดการใส่ใจในคุณภาพของเมล็ดกาแฟ ทำให้ผู้บริโภคปลายทางไม่สามารถเข้าถึงกาแฟคุณภาพดีได้ในราคาสมเหตุสมผล

สตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจภายใต้คอนเซปต์ “Transparent Coffee”

TYPICA (ティピカ) หรือ “ทิปิก้า” คือบริษัทสตาร์ทอัพลูกครึ่งญี่ปุ่น-เนเธอร์แลนด์ (ก่อตั้งโดยคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์) ที่เล็งเห็นปัญหาความไม่เป็นธรรมในวงการกาแฟนี้ จึงเกิดไอเดียธุรกิจออนไลน์แพลตฟอร์ม (online platform) เพื่อเชื่อมเกษตรกรหรือเจ้าของไร่กาแฟ กับโรงคั่วกาแฟเข้าด้วยกัน โดยช่วยบริหารจัดการเรื่องการขนส่งและกระจายสินค้า (distribution) ให้

 

ตามปกติแล้ว การซื้อขายเมล็ดกาแฟจะเริ่มต้นกันที่ขนาดเป็นตู้คอนเทนเนอร์ หรือที่น้ำหนักประมาณ 18 ตัน แต่การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มของ TYPICA จะเริ่มต้นที่ขนาด 1 กระสอบหรือประมาณ 60 กิโลกรัมเท่านั้น

อีกทั้งข้อดีของการซื้อขายโดยตรงระหว่างเกษตรกรและโรงคั่วกาแฟคือ ผู้ซื้อสามารถทราบแหล่งที่มาของการปลูกหรือชื่อไร่กาแฟ สร้างความโปร่งใสในการซื้อขายตามคอนเซปต์ “Transparent Coffee” อีกด้วย

ราคาเมล็ดกาแฟที่กำหนดจากคุณภาพ

เทรนด์การดื่มกาแฟในปัจจุบันนั้น ผู้คนเริ่มนิยมดื่ม “กาแฟพิเศษ” หรือ Specialty Coffee กันมากขึ้น ถือเป็นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่ไม่ใช่ต้องการดื่มเพื่อให้ได้รับคาเฟอีนเท่านั้น แต่ต้องการรับรู้ถึงกลิ่นและรสชาติ รวมทั้งเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังเมล็ดกาแฟเหล่านั้นด้วย ซึ่งกาแฟเหล่านี้มักเป็นกาแฟที่คุณภาพสูง หายาก มีผลผลิตต่อรอบน้อย ทำให้ราคาค่อนข้างสูงมากทีเดียว

เมล็ดกาแฟที่เข้ามาอยู่แพลตฟอร์มของ TYPICA จะผ่านการคัดเลือกและให้ผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐาน การกำหนดราคาตามคุณภาพของเมล็ดกาแฟนั้นจริงๆโดยไม่มีปัจจัยเรื่องปริมาณการผลิตต่อรอบเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งมีการจัดเวิร์คช้อปให้โรงคั่วมาทดลองกาแฟก่อนเลือกซื้อ และมีการประกันคุณภาพว่าเมล็ดการที่ส่งจากเกษตรกรถึงโรงคั่วจะต้องได้มาตรฐานตามที่ลงทะเบียนไว้กับแพลตฟอร์ม

จากโมเดลธุรกิจนี้ จะช่วยให้ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีกำไรที่เหมาะสมตามคุณภาพผลผลิต โรงคั่วกาแฟก็สามารถซื้อเมล็ดกาแฟได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ต้องเสียค่าคนกลาง อีกทั้งผู้บริโภคปลายทางก็ยังสามารถดื่มกาแฟดีๆ จากหลากหลายแหล่งปลูกในราคาไม่สูงจนเกินไปอีกด้วย

เป้าหมายของ TYPICA ที่จะเติบโตไปพร้อมกับตลาดกาแฟ

TYPICA เลือกร้านกาแฟเล็กๆ ในญี่ปุ่นเป็นสถานที่เปิดตัวแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2021 โดยมีโรงคั่วกาแฟที่ลงทะเบียนในแพลตฟอร์มแล้วถึง 500 ราย และบริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2025 จะเพิ่มยอดผู้ใช้ในระบบเป็นโรงคั่วให้ได้ถึง 2,000 ราย และมีไร่กาแฟที่อยู่ในแพลตฟอร์มมากกว่า 5,000 แห่งจาก 30 ประเทศทั่วโลก

 

เรียกได้ว่าวงการกาแฟทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อก่อน การดื่มกาแฟกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทำให้กาแฟกลายเป็นเหมือนงานศิลปะแทนที่จะเป็นเพียงแค่เครื่องดื่มอย่างหนึ่ง

การที่มีคนคิดไอเดียเข้ามาช่วยให้คนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำ (เกษตรกร) กลางน้ำ (โรงคั่ว) และปลายน้ำ (ร้านกาแฟ หรือผู้บริโภคปลายทาง) ได้ประโยชน์แบบนี้ก็ดีไม่น้อย

หวังว่าแนวคิดดีๆ แบบ TYPICA จะแพร่หลายมากขึ้น เพื่อเพิ่มค่าความสุขมวลรวมของคนในวงการกาแฟ (รวมถึงผู้เขียนที่ชอบดื่มกาแฟเป็นชิวิตจิตใจ) ให้สูงขึ้นตามไปด้วย    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

รวม 5 ร้านขนมปังสไตล์มินิมอลใน “ซังเคนชะยะ” (三軒茶屋) ย่านลับ ๆ สำหรับคนรักสงบใกล้ชิบุย่า

เพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวญี่ปุ่นคงไม่มีใครไม่รู้จักย่านชิบุย่าในกรุงโตเกียวใช่ไหมล่ะค่ะ ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ๆ ก็คงอยากจะไปสัมผัสวัฒนธรรมวัยรุ่นญี่ปุ่นและช็อปปิ้งอย่างสนุกสนานในย่านนี้ คนที่เคยไปแล้วคงจะรู้ดีว่าเป็นย่านที่วุ่นวาย ผู้คนเดินขวักไขว่แทบตลอดเวลา แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่าแค่เรานั่งรถไฟถัดจากชิบุย่าไปเพียง 2 สถานี ไม่ก็นั่งรถบัสไปเพียง 10 นาที ก็จะเป็นย่านที่เรียกว่า “ซังเคนชะยะ” (三軒茶屋) ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของคนญี่ปุ่น มีร้านค้าครบครันแต่ยังคงความเงียบสงบไว้ เหมาะกับคนที่รักการกินและช็อปปิ้งแต่ไม่ชอบความวุ่นวายสุด ๆ เลยล่ะค่ะ วันนี้เราจะมาแนะนำร้านขนมปังน่ารัก ๆ สไตล์มินิมอลในย่าน “ซังเคนชะยะ” นี้กัน บอกได้เลยว่าขนมปังของแต่ละร้านเด็ด ๆ ทั้งนั้น ห้ามพลาดเลยล่ะค่ะ

ร้าน nukumuku

 

แฟนพันธุ์แท้ขนมปังที่ญี่ปุ่นแทบทุกคนจะรู้จักร้านนี้ nukumuku เพิ่งย้ายร้านมาเปิดที่ซังเคนชะยะเมื่อปี 2018 เมนูเด่นของร้านคือ Setagaya Mochimochi Shokupan ซึ่ง Setagaya คือชื่อเขตที่ย่านซังเคนชะยะนี้ตั้งอยู่ ส่วน Mochimochi เป็นเสียงแสดงถึงความนุ่มหนึบเวลาเราฉีกขนมปังออกจากกัน จะบอกว่าร้านนี้โด่งดังจนได้ออกสื่อหลายแห่งเลยล่ะค่ะ ชั้นสองของร้านยังมีพื้นที่คาเฟ่เล็ก ๆ ที่ตกแต่งสไตล์อเมริกันอีกด้วย ใครมีโอกาสได้ไปแนะนำให้สั่งเมนู Pan no Moriawase หรือเมนูขนมปังรวมนะคะ เพราะเราจะได้ลิ้มลองขนมปัง 7-8 ชนิดของทางร้านแถมยังมีท็อปปิ้งมาให้อีก 3 อย่างด้วย คุ้มสุด ๆ แถมรสชาติไม่น่าเบื่อด้วยค่ะ

ร้าน Truffle BAKERY No.2

 

จากชื่อร้านก็น่าจะรู้แล้วว่าขนมปังของที่นี่ต้องมีส่วนผสมของเห็ดล้ำค่าอย่างทรัฟเฟิลแน่ ๆ ถูกแล้วล่ะค่ะ ขนมปังตัวเด่นของที่นี่คือ ขนมปังทรัฟเฟิลขาวใส่เกลือ ประกอบด้วยทรัฟเฟิลขาว เกลือเม็ดใหญ่จากฝรั่งเศส เนยอย่างดีที่ผสมทรัฟเฟิลดำเข้าไปด้วย เรียกได้ว่าเป็นขนมปังสุดหรูเหมาะกับสาย luxury มาก ๆ เลยค่ะ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ทางร้านยังขายพาร์มาแฮมแบบหั่นจากก้อนกันสด ๆ อีกด้วย เข้ากันได้ดีกับขนมปังของทางร้านค่ะ

ร้าน La Base Secrete du GAMIN

 

ชื่อร้านเป็นภาษาฝรั่งเศสขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสค่ะ ชื่อร้านแปลง่าย ๆ ว่าฐานลับของกามัน ฟังแล้วดูลึกลับซับซ้อนเชียวค่ะ เมนูของทางร้านก็ลึกลับซับซ้อนไม่แพ้ชื่อร้านเลย รับประกันได้ว่าไม่เคยได้ยินจากที่ไหนแน่นอน อย่างเช่น ขนมปังดาชิปลาแห้ง 100% ซึ่งดาชิคือซุปใสของญี่ปุ่นมักใช้เป็นเบสของซุปมิโซะและอาหารประเภทต้มต่าง ๆ ใครจะไปคิดว่าจะเอาซุปปลาแห้งสำหรับอาหารคาวมาทำเป็นขนมปังใช่ไหมล่ะคะ เมนูนี้เพื่อน ๆ จะได้กลิ่นหอมจากปลาแห้ง และยังได้รสชาติเค็มอ่อน ๆ ของน้ำซุปดาชิด้วย ยิ่งเอาไปปิ้งยิ่งอร่อยค่ะ เมนูขนมเขาก็มี อย่างเช่น terrine chocola สุดเข้มข้นที่ได้รสชาติช็อกโกแลตเต็ม ๆ จะห่อกลับไปเป็นของฝากก็ได้ค่ะ

ร้าน Migatsuki Dou

 

 

ร้านนี้อยู่ใกล้กับสถานีซังเคนชะยะมาก ๆ ออกมาก็เห็นเลย เมนูของที่นี่มีทั้งขนมปังที่เราเห็นได้ทั่วไป และขนมปังสุดพิเศษเฉพาะของทางร้าน เมนูเด่นอย่างหนึ่งคือ Migatsuki Brioche ซึ่งผสมน้ำแอปเปิ้ลที่ต้มจากแแอปเปิ้ลแห้ง ใบชาเอิร์ลเกรย์ และคาราเมลช็อกโกแลตเข้าไปด้วย รสชาติเข้ากันอย่างดี ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้นะคะ

ร้าน OCTOBRE

 

ร้านเล็ก ๆ ถูกใจสายมินิมอลอย่างร้าน OCTOBRE มีเมนูห้ามพลาดคือ Cream Pan หรือขนมปังไส้ครีม จะบอกว่าเมนูนี้เคยออกรายการโทรทัศน์ดัง ๆ ของญี่ปุ่นมาแล้วนะคะ โดยเนื้อขนมปังจะเป็นเนื้อ Brioche นุ่มฟู คัสตาร์ดครีมตรงกลางก็หอมนุ่มลิ้นเข้ากันอย่างดี รสชาติไม่หวานเกินไป ทานหมดชิ้นแล้วก็ยังอยากทานอีกค่ะ

นอกจากร้านขนมปังสไตล์มินิมอลแล้ว แถวย่านซังเคนชะยะนี้ยังมีร้านขายเสื้อผ้าและของจิปาถะอีกมากมาย ราคาย่อมเยา เป็นร้านที่คนญี่ปุ่นซื้อกันในชีวิตจริง อีกทั้งยังมีตึก Carrot Tower ตึกสีส้มที่เราสามารถขึ้นไปดูวิวบนชั้นสูงสุดได้ฟรี ๆ หรือใครอยากจะออกเที่ยวอีกสักหน่อย ก็สามารถขึ้นรถไฟสาย Setagaya ซึ่งเป็นรถรางบนถนน วิ่งผ่านย่านชุมชน ชื่นชมบรรยากาศแบบญี่ปุ่นจากสองข้างทางได้ชิว ๆ ด้วยนะคะ เพื่อน ๆ คนไหนที่เหนื่อยจากความวุ่นวาย อยากเที่ยวแต่ไม่ชอบคนเยอะ ย่านนี้เหมาะสุด ๆ เลยล่ะค่ะ    สล็อตเว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. อัปเดต 4 โรงแรมใหม่ในโตเกียวที่มาพร้อมคาเฟ่สุดชิค ครบจบในที่เดียว
  2. 10 ที่พักสไตล์ Art Hotel นอนสบายถ่ายรูปสวย เหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ
  3. แนะนำ 10 ศาลเจ้าสวยทั่วญี่ปุ่น คุ้มค่าแก่การไปเยือน!
  4. ชวนมาลอง City-Hopping กับ 10 สถานที่ในเมืองโคจิ ที่สาว ๆ ก็ไปเที่ยวคนเดียวได้
Categories
BLOG

แนะนำ 9 คาเฟ่ในเอบิสุ ย่านชิค ๆ สำหรับสายอาร์ตที่รักความสงบ (ตอนที่ 1)

เอบิสุ ย่านเล็ก ๆ ในเขตชิบุย่า มีบรรยากาศสงบและผ่อนคลาย เต็มไปด้วยร้านอาหารเก๋ ๆ มากมาย แหล่งกินดื่มสุดหรู และพิพิธภัณฑ์ศิลปะสำหรับสายอาร์ต เรียกได้ว่าเป็นย่านที่เหมาะจะใช้เวลาผ่อนคลายสบายอารมณ์ไปกับอาหารและศิลปะ วันนี้เราก็จะมาแนะนำร้านคาเฟ่เก๋ ๆ ในย่านเอบิสุให้ทุกคนได้ไปพักผ่อนหย่อนใจกันค่ะ

COFFEE HERE!

 

 

ร้านแรกคือ COFFEE HERE! เป็นร้านกาแฟที่อยู่ห่างจากสถานีเอบิสุโดยใช้เวลาเดินเพียง 5 นาที นอกจากนี้ยังมีพาร์เฟ่ต์สุดหรูยอดนิยมที่มีทั้งผลไม้ พุดดิ้ง และขนมมากมายจนแทบจะล้นออกจากแก้ว เป็นร้านที่ดังมากแต่สามารถจองผ่านอินสตาแกรมของร้านได้ สำหรับสายถ่ายรูปก็ต้องระวังนิดนึงเพราะมีกฎเกณฑ์บางอย่างเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ลองตรวจสอบจากอินสตาแกรมของร้านค้าดูล่วงหน้าได้เลย

Da Cafe

 

 

ร้านต่อมาคือ Da Cafe เดินเพียง 5 นาทีจากสถานีเอบิสุ หรือเดิน 10 นาทีจากสถานีไดคังยามะ ร้านนี้เปิดในปี 2020 สามารถมาทานแซนด์วิชผลไม้ที่มีหน้าตัดสวยงามซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โมเอดัน (萌え断) และการตกแต่งจานที่เวอร์วังจนไม่กล้าทาน จึงไม่แปลกที่มีลูกค้าแน่นทุกวัน แซนด์วิชผลไม้ร้านนี้ไม่ได้ดูดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังพิถีพิถันเรื่องการเก็บผลไม้ตามฤดูกาลจากทั่วญี่ปุ่น แถมความหวานยังต่างจากแซนด์วิชผลไม้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มีเมนูตามฤดูกาลที่ใช้ผลไม้ตามฤดูกาลผลโต ๆ ด้วย อย่าลืมลองไปทานให้ได้นะ

M HOUSE

 

 

ร้านต่อมาคือ M HOUSE เป็นร้านขายอาหารประเภท brunch อยู่ห่างจากสถานีเอบิสุโดยใช้เวลาเดินเพียง 8 นาที ภายในร้านมีบรรยากาศที่สงบ แนะนำสำหรับมาทานกับเพื่อนสาวหรือพาคนรักมาออกเดต จุดเด่นของร้านคือเมนูอาหารกลางวันจะเสิร์ฟพร้อมกับบริออชเฟรนช์โทสเนื้อนุ่มฟูแบบพิเศษ สามารถเลือกเมนูหลักได้เองจากเมนูต่าง ๆ มากมาย ทั้งสเต็ก ปลาย่าง และอีกมากมาย

cafe accueil

 

 

 

ร้านต่อมาคือ cafe accueil ชื่อร้านเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า โอโมเตนาชิ (おもてなし) หมายถึงการบริการด้วยใจ มีอาหารให้เลือกหลากหลายทั้งคาวหวาน เมนูขึ้นป้ายที่นี่คือแพนเค้ก และที่นิยมมากที่สุดก็คือ Strawberry Berry Pancake ผลเบอร์รีมากมายท็อปปิ้งบนแพนเค้กเนื้อนุ่ม ๆ ที่นี่มีแพนเค้กทุกแบบตั้งแต่เมนูเพลน ๆ ไปจนถึงเมนูตามฤดูกาล ท็อปปิ้งก็มาแบบอลังการสะใจแน่นอน

wellk

 

 

ร้านต่อมาคือ wellk ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาทีจากสถานีเอบิสุและสถานีเมกุโระ แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นร้าน filtopierre ซึ่งเคยเป็นที่นิยมอย่างมากในเอบิสุมาก่อน เมนูอาหารแนะนำคือลียงสลัด สลัดจานหรูจากเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เต็มไปด้วยมะเขือเทศ บร็อคโคลี่ เบคอน ไข่ลวก และมันฝรั่งต้ม เป็นคาเฟ่ลับ ๆ โทนสีขาวเงียบสงบที่สามารถมาทานของอร่อย ๆ ได้ในบรรยากาศสบาย ๆ

ยังมีอีก 4 ร้านให้ได้เลือกกัน ติดตามในตอนหน้านะคะ ^^

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “อิชิกาวะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

อิชิกาวะเป็นจังหวัดในภาคกลางของญี่ปุ่นที่มีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ไม่ค่อยรู้จักกันเป็นวงกว้าง เราจึงขอแนะนำ 10 สถานที่ซึ่งไม่ควรพลาดเมื่อได้ไปเยือน แล้วคุณจะรู้ว่าอิชิกาวะก็มีดีไม่แพ้ที่อื่น

1. นาขั้นบันไดเซ็นไมดะ (白米の千枚田)

นาขั้นบันไดนี้อยู่ที่ริมทะเลเมืองเมืองวาชิมะ มีทุ่งนาเล็กๆ ขนาดประมาณ 0.2 เมตรนับแปลงเรียงรายกันอยู่บนภูเขา เป็นอีกจุดหนึ่งในการชมความงามทางธรรมชาติและภูมิปัญญาชาวบ้านของญี่ปุ่น

นอกจากทิวทัศน์ที่งดงามทุ่งนาสีเขียวขจีตัดกับสีครามของท้องฟ้าและทะเลแล้ว เรายังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของเกษตรกรที่นี่ได้อีกด้วย

 

2. เกาะมิซึเคะ (見附島)

เกาะมิซึเคะอยู่บนคาบสมุทรโตโนะ แลนด์มาร์กของเกาะคือโขดหินหน้าตาประหลาดคล้ายเรือจนได้รับการขนาดว่าเป็น “โขดหินเรือประจัญบาน” มีความสูง 28 เมตร และผู้คนเชื่อว่าเกาะแห่งนี้มีพลังในการสานความสัมพันธ์อีกด้วย ว่ากันว่าคู่รักที่มาลั่นระฆังนี้ด้วยกันจะมีความรักที่ยืนยาวนิจนิรันดร์

 

3. ชายหาดจิริฮามะ (千里浜なぎさ)

หาดทรายเพียงหนึ่งเดียวในญี่ปุ่นและ 1 ใน 3 แห่งของโลกเท่านั้นที่รถสามารถวิ่งได้ ชายหาดจิริฮามะมีความยาว 8 กิโลเมตร กว้าง 50 เมตร เราสามารถขับรถชมคลื่นซัดฝั่งได้อย่างใกล้ชิดทีเดียว

เนื่องจากว่าทรายบนหาดนี้มีเนื้อละเอียดและอัดแน่นกว่าเม็ดทรายของชายหาดทั่วไป ทำให้น้ำทะเลซึมผ่านเม็ดทรายได้ดีและเกาะตัวแน่นเป็นพื้นทรายที่รองรับน้ำหนักรถได้อย่างสบายๆ นอกจากได้ชมท้องทะเลสีครามแล้ว ยังมีศิลปะบนผืนทรายแบบนี้ให้ชมกันด้วย

5. ย่านโรงน้ำชาฮิงาชิ (ひがし茶屋)

ย่านเก่าแก่ที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่ง Little Kyoto แต่เดิมย่านนี้เป็นแหล่งให้ความบันเทิงแก่ผู้คนในสมัยเอโดะ ปัจจุบันยังมีร้านน้ำชาอายุกว่า 200 ปีเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ เราสามารถเพลิดเพลินกับการจิบชาพร้อมกับชมมนต์ขลังของบ้านเรือนเก่าแก่ในย่านนี้ได้ อีกหนึ่งความสนุกของที่นี่คือการปั่นจักรยาน จะมีจักรยานให้นักท่องเที่ยวไว้เช่าปั่นชมบ้านเรือนภายในย่านได้อย่างทั่วถึง

6. อารามเมียวริวจิ (妙立寺)

อารามเมียวริวจิในเมืองคานาซาวะ หรือในอีกชื่อหนึ่งคือวัดนินจา「忍者寺」เพราะในอารามเต็มไปด้วยกลไกมากมากอย่างเช่น ประตูกล เขาวงกต อุโมงค์ลับ แต่แท้จริงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับนินจาเพราะถูกสร้างโดยไดเมียวตระกูลมาเอดะเพื่อเป็นป้อมปราการสำหรับรับมือข้าศึก ในการเข้าชมนักท่องเที่ยวจะต้องจองล่วงหน้าก่อนเนื่องจากมีผู้ชมแน่นขนัดทุกวัน

7. ปราสาทคานาซาวะ (金沢城)

ปราสาทคานาซาวะตั้งอยู่ที่เมืองคานาซาวะ สร้างขึ้นในปีค.ศ.1583 โดยขุนนางตระกูลคางะซึ่งถือเป็นตระกูลที่มีบทบาททางการเมืองรองจากตระกูลโตกุงาวะ เคยถูกเผาทำลายไปหลายครั้ง ตัวปราสาทที่เห็นในปัจจุบันนี้ถูกสร้างขึ้นตามต้นแบบในอดีตทุกประการ และที่นี่ถือเป็นจุดชมซากุระที่สำคัญของเมืองนี้ด้วย

8.สวนเก็งโรขุ (兼六園)

สวนเก็งโรขุได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 3 สวนสำคัญของญี่ปุ่น ชื่อสวนหมายถึงสวนที่มีองค์ประกอบอันดีทั้ง 6 คือ กว้างขวาง, เงียบสงบ, แรงมานะของผู้สร้าง, เก่าแก่, มีแหล่งน้ำ, ตระการตา ความงามของสวนเก็งโรขุจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล อย่างในรูปนี้เป็นใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง สวนเก็งโรขุอยู่ถัดจากปราสาทคานาซาวะเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น จึงสามารถชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิโดยมีปราสาทเป็นฉากหลังได้ และสวนที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนในฤดูหนาว ก็เป็นภาพที่โรแมนติกไปอีกแบบหนึ่ง

 

9. น้ำตกอุบางะ (姥ヶ滝)

น้ำตกอุบางะในเมืองฮากุซังได้รับรับเลือกเป็น 1 ใน 1oo สุดยอดน้ำตกของญี่ปุ่น ด้วยความงามราวกับภาพวาดและทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในจังหวัดอิชิกาววะ น้ำตกที่มีความสูง 111 เมตรแห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้แดงที่งดงามในฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย

10. แหลมซึซึ (珠洲岬)

แหลมซึซึมิอยู่ที่เมืองซึซึ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของจังหวัดอิชิกาวะ ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 3 สถานท่องเที่ยวที่เพิ่มพลังชีวิต (Power Spot) แก่ผู้มาเยือนได้อย่างดีที่สุด

กาลเวลานับล้านปีได้กัดเซาะหินจนเกิดรูปร่างคล้ายสระน้ำส่วนตัวแบบนี้ จุดนี้ถือแลนด์มาร์กสำคัญของแหลมซึซึซึ่งทุกคนต้องมานอนแช่น้ำหรือถ่ายรูปกันสักครั้ง      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

นอกจากนั้นยังมีจุดชมวิวให้นักท่องเที่ยวได้ทอดสายตามองภาพรวมของแหลมที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสีครามกว้างใหญ่อีกด้วย

 

Categories
BLOG

สัมผัสเสน่ห์ทั้งสี่แห่งซากุระที่ “ทิวแถวซากุระพันต้น”

ปีค.ศ. 1923 และ 1927 ทาคายามะ ไคจิโร (高山開治郎) ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือการบริจาคและปลูกต้นกล้าซากุระกว่า 1,200 ต้น ซึ่งงอกงามจนเป็น “ทิวแถวซากุระพันต้น” หรือ “ฮิโตเมะ เซ็มบงซากุระ (一目千本桜)” หนึ่งใน 100 จุดชมซากุระที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เสน่ห์ทั้งสี่แห่งซากุระ

ด้วยต้นซากุระกว่า 1,200 ต้นที่บานพร้อม ๆ กันกลางเดือนเมษายน ทิวแถวซากุระพันต้นเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เราจะสามารถสัมผัสกับที่สุดของเสน่ห์แห่งซากุระทั้งสี่แบบได้ในสี่เวลา

คิโยรากะ (清らか) “ความสะอาดบริสุทธิ์”

เสน่ห์แรกที่สัมผัสได้ในแรกเช้าวันใหม่คือความสะอาดบริสุทธิ์ที่สัมผัสได้จากภาพหมอกจาง ๆ บนเขาซาโอะ (蔵王山) และหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือแม่น้ำชิราอิชิ (白石川) เลียบทิวแถวซากุระพันต้น ซึ่งซากุระกลางทะเลหมอกจะเห็นเป็นสีขาวอมชมพูสะอาด แทนสัญลักษณ์ของความสะอาดบริสุทธิ์แห่งการเริ่มใหม่

อุรารากะ (麗らか) “ความแจ่มใส”

ช่วงสายจนคล้อยบ่าย ภาพนักท่องเที่ยวที่เริ่มมาชื่นชมซากุระอย่างคึกคัก รถรางที่วิ่งส่งนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมซากุระจากบนเขา เรือที่ล่องเลียบไปตามทิวแถวซากุระพันต้น หรือแม้แต่นกที่บินไปมาต่างสะท้อนภาพความแจ่มใสของฤดูใบไม้ผลิที่รู้สึกได้จากความมีชีวิตชีวารอบ ๆ

hitome senbonzakura

hitome senbonzakura slope car
รถสโลปคาร์ที่ให้บริการประจำปราสาทฟุนาโอกะ (船岡城)

hitome senbonzakura boat

ชิโตยากะ (淑やか) “ความงามสง่า”

ตกเย็น พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ทำให้อุโมงค์ซากุระกลายเป็นสีทองอมชมพูที่โดดเด่นแต่ให้ความรู้สึกสุขุม นั่นคือ “ความงามสง่า” เสน่ห์ที่สามของทิวแถวซากุระพันต้น

อาเดยากะ (艶やか) “ความมีเสน่ห์”

เสน่ห์สุดท้ายของวันที่จะสัมผัสได้จากทิวแถวซากุระพันต้น คือภาพซากุระที่ส่องสว่างตัดกับความมืดมิดยามค่ำคืนรอบ ๆ ซึ่งชวนให้ทุกคนที่ได้เห็นต้องเข้าไปชมใกล้ ๆ ด้วยเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหา

 

สัมผัสเสน่ห์ทั้งสี่แห่งซากุระด้วยตนเอง

ทิวแถวซากุระพันต้นมีความยาวทั้งหมด 8 กม. ซึ่งทอดยาวตั้งแต่เมืองชิบาตะ (柴田町) จนถึงเมืองโองาวาระ (大河原町) จังหวัดมิยางิ (宮城県) และเดินทางไปถึงได้ง่าย ๆ ด้วยรถไฟ JR สายโทโฮคุ (東北線) โดยลงรถที่สถานีรถไฟ JR โองาวาระ (大河原駅) หรือสถานีรถไฟ JR ฟุนาโอกะ (船岡駅) ซึ่งจะลงที่ข้างทิวแถวซากุระพันต้น

แผนที่โดยคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวฮิโตเมะเซ็มบงซากุระเลียบแม่น้ำชิโรอิชิ

Categories
BLOG

4 ดอกไม้ญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าบานสง่าท่ามกลางหิมะ

ท่ามกลางความหนาวเย็นที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้ไร้ใบยืนต้นเดียวดาย คงจะดีไม่น้อยหากได้เห็นดอกไม้สวยงามที่มีกลิ่นหอมเบ่งบานช่วยเปลี่ยนความรู้สึกหนาวเย็นให้เป็นความสุขเล็กน้อยเมื่อเริ่มวันใหม่ มารู้จักดอกไม้สวย 4 ชนิดที่คนญี่ปุ่นให้ชื่อว่าเป็นความงามท่ามกลางหิมะกันนะคะ

1. ดอกบ๊วย (梅, うめ/อุเมะ)

ดอกบ๊วย
ดอกบ๊วย

ดอกบ๊วย เป็นดอกไม้บอบบางที่มีกลีบกลม ปลายกลีบมน มีตั้งแต่ 5 กลีบไปจนถึงกลีบซ้อนกันหลายชั้น มีกลิ่นหอมคล้ายกุหลาบ และมีสีสันต่าง ๆ ได้แก่ แดง ชมพูเข้ม ชมพูอ่อน และขาว ลักษณะเด่นของดอกบ๊วยอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนซากุระคือ การบานแบบหนึ่งดอกต่อหนึ่งตาดอก ทำให้มองเห็นเหมือนกิ่งก้านของต้นบ๊วยถูกแปะติดด้วยดอกบ๊วยสีสันต่าง ๆ

ดอกบ๊วยเริ่มบานตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคม ในพื้นที่ที่มีหิมะหลายที่ก็จะได้เห็นภาพดอกบ๊วยสีสวยกับหิมะสีขาว ความหมายของดอกบ๊วยคือ ความสง่างาม ความอดทน และความซื่อสัตย์ ซึ่งสื่อให้เห็นว่าท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ดอกบ๊วยก็ยังบานสวยงามคงทนจนผ่านไปสู่ช่วงที่อากาศอบอุ่นได้

2. โรอุไบ (蝋梅, ロウバイ) หรือ คะระอุเมะ (カラウメ)

โรอุไบ
โรอุไบ

โรอุไบ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Wintersweet เป็นไม้ยืนต้นที่นำเข้ามาจากจีนตั้งแต่สมัยเอโดะ มีดอกสีเหลืองรูปทรงคล้ายถ้วย มีกลีบบอบบางคล้ายเคลือบด้วยแว็กซ์และมีกลิ่นหอมละมุน ดอกไม้ชนิดนี้บานในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ แม้ช่วงการบานจะเป็นช่วงที่อากาศหนาวมาก แต่ดอกโรอุไบก็สามารถบานสู้กับความรุนแรงของธรรมชาติได้อย่างงดงาม ความหอมละมุนบวกกับสีเหลืองสวยงามบ่งบอกให้รู้ว่าความหนาวเย็นใกล้จะหมดไปและความอบอุ่นจะเข้ามาแทนที่ ความหมายของดอกโรอุไบคือ ความดีและความเห็นอกเห็นใจ

3. ซุยเซ็น (水仙, スイセン) หรือ แดฟโฟดิลญี่ปุ่น

ซุยเซ็น
ซุยเซ็น

ซุยเซ็น หรือ แดฟโฟดิลญี่ปุ่น หรือ ดอกนาร์ซิสซัส (Narcissus) เป็นดอกไม้สีขาวมีกลิ่นหอมละมุน บานเด่นอยู่ทั่วไปตามพื้นดินในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในยามที่ลมหนาวพัดผ่านดอกซุยเซ็นจะลู่ไปตามลม แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งไม่ย่อท้อที่จะผ่านพ้นความลำบากไปให้ได้ ความหมายของดอกไม้คือ ความไร้เดียงสาและความรักตัวเอง

4. สะซังคะ (山茶花, サザンカ)

สะซังคะเป็นดอกไม้ในตระกูลคาเมลเลีย ซึ่งมีกลีบดอกตั้งแต่ห้ากลีบไปจนถึงซ้อนกันหลายชั้น มีสีแดง ขาว และชมพู สะซังคะเป็นไม้พุ่มยืนต้นที่มีความทนทาน ดอกจะบานสวยงามท่ามกลางความหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนเมษายน ความหมายของดอกสะซังคะคือ ความรักที่เป็นอุดมคติและความรักที่แท้จริง

 

ดอกไม้สวยก็เปรียบเหมือนหญิงงาม ไม่ว่าจะมีสิ่งดีหรือร้ายเข้ามาในชีวิต ความแข็งแกร่ง ความอดทน และการนับถือในคุณค่าของตนเอง จะยิ่งส่งเสริมให้คุณค่าของพวกเขาเด่นยิ่งขึ้นไป หากมาเยือนญี่ปุ่นในช่วงนี้นอกจากจะหาสถานที่ชมหิมะแล้วก็ลองมองหาดอกไม้ทนทานต่อความหนาวเหล่านี้ดูด้วยนะคะ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

“เมดคาเฟ่” สถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากำแพงทางภาษา

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ชาวโอตาคุหรือคนที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของอนิเมชั่นต้องไม่พลาดไปแน่ ๆ ก็คือ “เมดคาเฟ่” ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่มากในย่านอากิฮาบาระ วัฒนธรรรมเมดคาเฟ่ได้รับความนิยมไม่เพียงแค่ในกลุ่มคนญี่ปุ่นเท่านั้น ในปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ของเมดคาเฟ่ย่านอากิฮาบาระกลับเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยกตัวอย่างเช่น @ Home Café มีลูกค้าชาวต่างชาติถึงราว 5,000 คน/เดือน

 

ได้ยินแบบนี้หลายคนคิดว่าเหล่าบรรดาเมดคงจะพูดภาษาอังกฤษกันได้แน่ ๆ เพราะสามารถต้อนรับชาวต่างชาติที่มาเยือนจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่จริง ๆ แล้วที่เมดคาเฟ่นั้นเมดส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษในระดับสนทนาได้ แต่พวกเธอก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะที่แห่งนี้ไม่มี “กำแพงทางภาษา”

ประธานบริษัทผู้บริหารร้านเมดคาเฟ่แห่งหนึ่งเปิดเผยว่า เจ้านายที่มาที่ร้านมาจากหลายที่ทั่วโลก โดยเฉพาะเจ้านายจากทวีปเอเชียไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี ไต้หวัน และมีเจ้านายจากไทยจำนวนมากในช่วงปีหลัง ๆ นี้ ถึงแม้เมดหลาย ๆ คนในเมดคาเฟ่จะไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ในระดับสนทนา แต่เมดส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจที่จะพึ่งคำศัพท์ในการสนทนาอยู่แล้ว แต่จะหาหัวข้อการสนทนาที่สามารถเข้าใจและสนุกไปด้วยกันได้กับเจ้านายอย่างเช่นเรื่องแอนิเมชั่น เพียงแค่พูดชื่อเรื่องหรือชื่อตัวละครหลัก ใช้คำภาษาอังกฤษง่าย ๆ นอกเหนือจากนั้นก็ใช้ท่าทางแบบโอเวอร์แอ็คติ้งเล็กน้อย และแสดงสีหน้าแววตาอย่างเต็มที่ เพียงเท่านี้เมดกับเจ้านายก็สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจแล้ว          สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

นอกจากนี้เจ้านายชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นค่อนข้างดีอยู่แล้ว ทำให้เมื่อพูดภาษาญี่ปุ่นแทรกเข้าไปด้วย เจ้านายก็จะดีใจ เมดก็จะพยายามพูดแทรกภาษาญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเรื่อย ๆ และเวลาถ่ายรูปโพราลอยด์เป็นที่ระลึก เมดก็จะเขียนชื่อเจ้านายเป็นตัวอักษรคาตาคานะของญี่ปุ่น พร้อมสอนวิธีการออกเสียงแบบญี่ปุ่นให้เจ้านายรู้สึกดีใจด้วย

 

 

โดยปกติทางร้านจะมีการจัดสอนภาษาอังกฤษให้กับเมดที่เข้ามาใหม่เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง เป็นการสอนคำภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยๆ ที่ได้รับความนิยมมากๆก็คือ การบอกชื่อสถานที่หรือสิ่งของชื่อดังของแต่ละประเทศ เช่น เมื่อเมดถามว่า “คุณมาจากไหน” ถ้าลูกค้าตอบว่า “ออสเตรเลีย” เมดก็จะตอบว่า “จิงโจ้” เป็นต้น การสนทนาแบบนี้ค่อนข้างได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากเจ้านายชาวต่างชาติ

ถึงแม้ภาษาจะไม่เหมือนกัน แต่หากมีสิ่งที่สนใจร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนจากชาติไหนภาษาไหนก็สามารถสนุกร่วมกันได้อย่างแน่นอน และนี่จึงเป็นสาเหตุที่แม้เหล่าเมดสาวน้อยในเมดคาเฟ่จะไม่สามารถพูดภาษาต่างประเทศได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมของเมดคาเฟ่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดลงเลยสักนิดนั่นเอง

Categories
BLOG

เหตุผลที่ทำให้ฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่นสวยที่สุดในโลก

เขาว่ากันว่าฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นสวยที่สุดในโลก แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้บรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่นไม่เหมือนของประเทศอื่นๆ เอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นที่เขาว่านั้นเป็นแบบไหนมาหาคำตอบกันค่ะ

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่แสนล้ำค่า


เนื่องด้วยลักษณะต้นไม้ในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ใบกว้างแบบผลัดใบ ทำให้สามารถมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสีในลักษณะใบไม้ที่แผ่กิ่งก้านกว้างขวางสวยงาม ซึ่งมักจะพบต้นไม้ลักษณะนี้ในเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่น บางส่วนของยุโรป และทางตะวันออกของอเมริกาเหนือเท่านั้น

ทำไมฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นถึงสวยงาม


ใบไม้เปลี่ยนสีในอเมริกาหรือในแถบตะวันตกจะมีลักษณะเป็นสีแดงโทนเดียว แต่ใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นจะมีทั้งสีแดง สีเหลือง และสีส้ม ขึ้นผสมกับต้นไม้บางต้นที่ยังเป็นสีเขียวชอุ่มไม่ผลัดใบเป็นภาพที่สวยงามอย่างมาก กลายเป็นเอกลักษณ์ของฤดูใบไม้ที่ร่วงที่ญี่ปุ่นซึ่งไม่เหมือนที่ไหนๆ ในโลก

ความลับของสีสันที่สดใส


ความลับของใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่นที่มีสีสันสวยงามดึงดูดใจคือ ลักษณะของต้นไม้ที่เป็นใบกว้างผลัดใบ พบว่ามีต้นไมประเภทนี้ในประเทศญี่ปุ่นถึง 26 ชนิด ในขณะที่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีเพียงประมาณ 13 ชนิด นอกจากนั้น สีของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงยังมีเฉดสีที่แตกต่างกันไปในแต่ละปี และการแผ่กิ่งก้านก็ยังไม่เหมือนกันในทุกๆ ปี ซึ่งมีปัจจัยมาจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำในปีนั้นๆ

ต้นไม้ที่มีลักษณะมีกิ่งก้านใบที่กว้างแบบนี้เติบโตได้ดีในประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากกระแสความอบอุ่นจากชายฝั่งทะเลในช่วงที่อากาศเย็น ซึ่งเป็นไปได้ยากในประเทศอื่นๆ ที่มีต้นไม้มีลักษณะเป็นแบบเดียวกันหมด นี่จึงเป็นจุดที่ดึงดูดผู้คนให้มาชื่นชมความงามราวกับงานศิลปะชิ้นใหม่ในทุกครั้งที่ได้มาเยือน   สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีและสถาปัตยกรรม


เหตุผลที่ใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวก็เพราะว่า สีสันของเหล่าใบไม้เปลี่ยนสีเมื่ออยู่ท่ามกลางอาคารเก่าแก่ของญี่ปุ่น เช่น วัดและศาลเจ้าแบบโบราณหรือบ้านญี่ปุ่นมีบรรยากาศที่ลึกลับเป็นการผสมผสานที่ให้ความรู้สึกสงบและร่มเย็น จึงไม่น่าแปลกใจที่ใบไม้เปลี่ยนสีที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับการขนานว่า สวยที่สุดในโลก เป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นที่ยากจะปฏิเสธ

ความลับของความงดงามในฤดูใบไม้ร่วงที่ประเทศญี่ปุ่นก็คือธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์นั่นเองนะคะ ผู้อ่านท่านใดที่สนใจก็สามารถหาบทความสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วงจากบทความแนะนำที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มเติม รับรองว่ามีเยอะจนลิสต์ไม่ไหวเลยค่ะ